บาดแผลหนึ่งที่ระบอบเผด็จการได้สร้างไว้ให้กับคนรุ่นใหม่หลายคนในสังคม หรือความเจ็บปวดจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างตนเองและครอบครัว เมื่อความคิดที่แตกต่างกันของคนแต่ละรุ่นนำมาซึ่งความรุนแรงในครอบครัว ทั้งการด่าทอ ไล่ออกจากบ้าน หรือถูกครอบครัวทำร้ายร่างกายเนื่องจากการแสดงออกทางการเมือง หลังจากการชุมนุมผ่านมา 3 ปี เมื่อการเมืองภายหลังการชุมนุมใหญ่สิ้นสุดลงอาจเยียวยาบาดแผลได้บางส่วน เพราะเมื่อไม่มีสถานการณ์ชุมนุมมากระตุ้น การเผชิญหน้ากันในบ้านก็มีแนวโน้มลดลงไปด้วย
แม้บรรยากาศทางการเมืองจะเบาบางลงไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีเด็กและเยาวชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องเผชิญความยากลำบากอันเป็นผลพวงจากบาดแผลเหล่านั้น โดยเฉพาะด้านจิตใจซึ่งกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อเยียวยาและปัญหาระหว่างรุ่นที่เกิดขึ้นก็ยังไม่หายไปอย่างถาวร
ปมปัญหาอันเรื้อรังนี้จึงนำมาสู่งานวิจัย คิดใหม่การเมืองเรื่อง ‘รุ่น’: กรณีศึกษาความขัดแย้งในครอบครัวไทย โดย รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ภาคิน นิมมานนรวงศ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์
หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจากการนำเสนองานวิจัยในงานเสวนาสาธารณะ Research Roundup 2024 “เปิดเส้นทางใหม่ นโยบายเด็กและครอบครัวไทย” เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 ณ ห้อง 201 อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (สสส.)
ปมปัญหาความขัดแย้งระหว่าง ‘รุ่น’
การก่อตัวขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ระหว่างช่วงปี 2563-2564 และความตื่นตัวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและการปะทะที่รุนแรงระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนกลุ่มอื่นๆ และผู้มีอำนาจในสังคม การขยายตัวของผู้สนับสนุน และข้อเรียกร้องที่แหลมคมและกว้างขวางของการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันระหว่างกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการปะทะทางกายภาพในพื้นที่การชุมนุม กล่าวคือระหว่างผู้เข้าร่วมการชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐหลายต่อหลายระลอก หรือการเผชิญหน้ากันระหว่างครูและนักเรียนในพื้นที่โรงเรียน
ที่น่าสนใจจากข้อวิจัยนี้คือ ความขัดแย้งของสมาชิกรุ่นอื่นๆ กับลูกหลานในครอบครัวมีระดับความรุนแรงและประเด็นหลากหลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย ซึ่งในหลายกรณีนำไปสู่ความไม่ลงรอย ความแตกแยก และการใช้ความรุนแรงในครอบครัว งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามกลับไปทบทวนคำอธิบายเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมช่วงเกือบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ผ่านความขัดแย้งเรื่อง ‘รุ่น’ เพื่อสะท้อนภาพว่าเมื่อเวลาผ่านไป เราเห็นความขัดแย้งเหล่านี้อย่างไรบ้าง

กนกรัตน์ เลิศชูสกุล หนึ่งในคณะผู้วิจัยเริ่มต้นให้ภาพว่า งานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างรุ่นล้วนแต่เน้นเรื่องรุ่นที่แตกต่างกันด้วยอายุแบบโลกตะวันตก และเน้นเฉพาะขั้วความขัดแย้ง ทว่างานวิจัยชิ้นนี้จะครอบคลุมห้วงเวลาก่อนและหลังจากเกิดม็อบ พยายามเข้าถึงคนหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะความขัดแย้งในครอบครัวที่มีหลายมิติซ้อนทับกันมากกว่าเดิม
“ความขัดแย้งที่เราเห็นปะทุขึ้นมาบนข่าวและบนท้องถนน เราจะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วมีมิติอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกันแค่ไหน เมื่อเราไปดูในพื้นที่ที่เป็นของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่จริงเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง” กนกรัตน์กล่าว
จากงานวิจัยพบว่า ความขัดแย้งระหว่างช่วงอายุมีอยู่จริง เนื่องจากแต่ละรุ่นมีกระบวนการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของรุ่นผ่านชุดประสบการณ์ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมทางการเมืองที่ต่างกันออกไป รวมถึงเงื่อนไขเวลาที่แต่ละคนได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มคนในรุ่นโควิด ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดครั้งนี้ แง่มุมที่คนในยุคสมัยดังกล่าวมีต่อโรคโควิด-19 จึงมีประสบการณ์ต่างกันไป หากแต่อายุไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดความแตกต่างและความขัดแย้ง กล่าวคือยังมีอีกสามปัจจัยสำคัญอันนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างรุ่น ประกอบด้วย
ปัจจัยที่หนึ่ง ผลกระทบจากวงจรชีวิตในแต่ละช่วง หรือผลกระทบจากช่วงอายุ (Life Cycle Effect or Age Effect)
ปัจจัยที่สอง ผลกระทบจากช่วงเวลาเฉพาะ (Period Effect)
ปัจจัยที่สาม อิทธิพลกลุ่มรุ่นเดียวกัน (Cohort effect)
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อลงลึกในทั้งสามปัจจัย ผนวกกับผลลัพธ์ทีได้จากการตอบคำถามสัมภาษณ์ของคนแต่รุ่น พบว่าเราสามารถจัดรูปแบบแบ่งรุ่นโดยอิงจากบริบทการเมืองสังคมของไทย (Generation Typology) ได้ทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่
– Cold War Generation-Conservative: อนุรักษนิยม Boomer ในเศรษฐกิจการเมืองสงครามเย็น
– Semi-democracy Generation-Conservative Leaning: รุ่นโน้มเอียงอนุรักษนิยม X ในประชาธิปไตยครึ่งใบ-ฟองสบู่ ต้มยำกุ้ง
– Yellow-Red Shirt Generation – Liberal Leaning: รุ่นโน้มเอียงเสรีนิยม Y ในทักษิณ-ทักษิโนมิก-ความขัดแย้ง เหลืองแดง
– White Ribbon Generation – Liberal: รุ่นเสรีนิยม Z ในเผด็จการ คสช.-โลกพลิกผันทุกมิติ
กนกรัตน์เสริมว่าจากการศึกษาพบว่า ความคิดทางการเมืองแปรผันตามตัวแปรด้านอายุจริง โดยคนในรุ่นที่มีอายุมากมีแนวโน้มที่จะเป็นอนุรักษนิยมมากกว่าคนที่อายุน้อย ทั้งนี้ตัวอย่างคำถามในการเก็บข้อมูลล้วนสะท้อนความคิดและประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น เช่น คุณเห็นด้วยหรือไม่กับความคิดแบบชาตินิยม คุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อความคิดแบบกษัตริย์นิยม คุณเห็นด้วยหรือไม่กับความเป็นทางการ คุณเห็นด้วยหรือไม่กับความเคารพในกฎระเบียบ ศาสนา ศีลธรรม
คำถามดังกล่าวต่างสะท้อนผลอย่างมีนัยสำคัญว่าผู้ตอบแบบสอบถามนั้นให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ ไม่เท่ากัน ระหว่างคนรุ่นอายุมากกับคนรุ่นอายุน้อย จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ เช่น คนรุ่น Z เชื่อว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นเรื่องสำคัญอันดับสาม แต่เป็นเรื่องที่คนรุ่นอื่นให้ความสำคัญในอันดับท้ายๆ โดยเฉพาะในคนรุ่น X ซึ่งให้ความสำคัญต่อประเด็นนี้อยู่ในอันดับสุดท้าย ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าคนรุ่น Z อาจรู้สึกว่าเรื่องที่ตนเองใส่ใจ คนรุ่นอื่นกลับไม่ให้ความสำคัญ ส่งผลให้การรณรงค์เรื่องนี้อาจไม่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นอื่น และทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเข้าใจจากคนต่างรุ่นได้
แต่การให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ อาจมีปฏิสัมพันธ์ไปกับทิศทางความเห็นในเรื่องนั้นๆ เนื่องจากประเด็นที่คนทุกรุ่นให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ค่อนข้างคล้ายกัน โดยอาจสลับลำดับอยู่บ้าง และบางเรื่องก็มีความสำคัญสำหรับคนบางรุ่นมากกว่าคนรุ่นอื่นๆ แต่ในบรรดาประเด็นที่คนแต่ละรุ่นให้ความสำคัญสูงมักเป็นเรื่องที่มีความเห็นไปในทางเดียวกัน เช่น การยกเลิกอำนาจ สว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยประเด็นที่คนทุกรุ่นเห็นด้วยจึงอาจไม่ใช่เรื่องที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ในขณะที่การแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 เป็นเรื่องที่คนทุกรุ่นให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ แต่คนรุ่น B และ X ไม่เห็นด้วย ในขณะที่คนรุ่น Y กับ Z เห็นด้วย จึงเป็นประเด็นที่น่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งได้มาก
ข้อค้นพบดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกที่พบว่า แต่ละรุ่นมีความคิดเห็นและจุดยืนต่อประเด็นดังกล่าวต่างกันอย่างชัดเจน สำหรับประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 คนรุ่นอายุมากยอมไม่ได้ที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่คนรุ่นใหม่กลับมองว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาที่ให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ และเชื่อว่าการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมด ไปจนถึงประเด็นด้านการเลี้ยงดูพ่อแม่ ในขณะที่คนรุ่นผู้ใหญ่ยอมไม่ได้ที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติมาและคาดหวังว่าจะได้รับการดูแลโดยลูกหลานในช่วงวัยชรา
การเมืองต่าง มุมมองเปลี่ยน
กนกรัตน์ชี้ว่า เมื่อนำปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม บรรยากาศ และโครงสร้างทางการเมืองมาประกอบกันแล้วพบว่าคนรุ่น Boomer มีทิศทางไปด้านอนุรักษนิยม เนื่องจากพวกเขาเติบโตในช่วงยุคสงครามเย็น อีกทั้งผ่านระบอบเผด็จการที่มีเสถียรภาพมาอย่างยาวนาน และเป็นเผด็จการที่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต
“เมื่อถามคนรุ่น Boomer ถึงความฝันและจินตนาการในโลกอนาคต ความฝันของพวกเขากลับเป็นอดีตอันสวยงาม โลกวัยเด็ก อดีตที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว โลกที่เต็มไปด้วยศีลธรรมอันดีงาม มีความสมาฉันท์กลมเกลียว สะท้อนว่าคนรุ่น Boomer เป็นรุ่นที่กลัวการเปลี่ยนแปลง ตั้งคำถามต่อเทคโนโลยี และที่สำคัญคือเรื่องศาสนาและการตั้งคำถามต่อความกตัญญู สำหรับในด้านการเมืองก็เลือกพรรคอนุรักษนิยมอย่างต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด”
ในทางตรงกันข้าม สำหรับคนรุ่น X เป็นรุ่นที่เติบโตมาในยุครัฐบาลที่เป็นกึ่งเผด็จการ กึ่งประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีนายกรัฐมนตรีจากการแต่งตั้งและเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ สำหรับพวกเขา แม้จะไม่ได้ต้องการเผด็จการเต็มรูปแบบ แต่ประชาธิปไตยเองก็มีปัญหา ส่งผลให้สังคมรุ่น X ส่งผลให้พวกเขาจึงไม่ได้ต้องการเผด็จการเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่ได้ไว้ใจประชาธิปไตย
ทั้งหมดนี้จึงจะเห็นได้ว่าคนรุ่น X เป็นรุ่นที่มีความพิเศษ กล่าวคือมีแนวโน้มเป็นอนุรักษนิยมแต่ไม่สุดขั้ว ความน่าสนใจคือมีตรรกะที่ค่อนข้างย้อนแย้งในตัวเอง เช่น พวกเขาต้องการให้คนรุ่นใหม่ได้มีเสรีภาพ แต่ก็มองว่าไม่ควรไปแตะต้องเรื่องสถาบันต่างๆ อีกทั้งต้องเคารพระเบียบวินัย รวมถึงเป็นรุ่นที่มีความตื่นตัวและสนใจการเมืองน้อยที่สุด และมีประสบการณ์ทางการเมืองทรงตรงน้อยที่สุด
ตรงข้ามกับคนรุ่น Y ที่เติบโตในยุครัฐบาลเพื่อไทยหรือไทยรักไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบที่มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ เน้นให้ความสำคัญกับประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แต่คนรุ่นนี้ก็ให้ความสำคัญกับรัฐบาลที่มีจากการเลือกตั้งที่มีอำนาจมากจนเกินไป จนทำให้คนรุ่น Y บางส่วนต้องหันไปหาชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและมาจากนอกรัฐธรรมนูญ เพื่อทัดทานรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ส่งผลให้รุ่นนี้เป็นรุ่นที่แม้จะพอใจกับประชาธิปไตย แต่ก็กังวลต่อประชาธิปไตยที่มีอำนาจมากเกินไป พวกเขาจึงเป็นคนรุ่นที่มีความเป็นเสรีนิยมมากขึ้น แต่มีความคิดอนุรักษนิยมด้วยเช่นกัน
กลุ่มสุดท้ายคือ คนรุ่น Z ที่เติบโตในรัฐบาลเผด็จการที่มีอำนาจต่อเนื่องยาวนานและไร้ประสิทธิภาพมากที่สุด กล่าวคือเป็นยุคพรรคอนุรักษนิยมที่กดขี่ประชาชน นอกจากนี้พวกเขาเติบโตท่ามกลางเรื่องเล่าและความฝันของโลกแห่งประชาธิปไตย จึงไม่น่าแปลกใจที่คนรุ่น Z ส่วนใหญ่จะเป็นเสรีนิยม เพราะคนรุ่นนี้โหยหาสิ่งที่ไม่เคยมีและเติบโตมาท่ามกลางสื่อเสรีต่างๆ
“เพราะคนรุ่น Z ไม่เคยเห็นภาพความเป็นประชาธิปไตยด้วยตาตัวเอง พวกเขาเติบโตมากับเรื่องเล่าว่าการมีรัฐบาลประชาธิปไตยในอดีตมันดีอย่างไร และเรื่องเล่าของรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถูกล้มด้วยฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยม” กนกรัตน์ขยายความ

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่สะท้อนชัดเจนที่สุดจากผลกระทบของปัจจัยด้านช่วงเวลาเฉพาะ (Period Effect) ที่แตกต่างกันคือ แม้คนรุ่น Z จะมีความเสรีนิยมมากที่สุด ทว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ในภาคใต้กลับมีแนวโน้มเป็นอนุรักษนิยมมากที่สุดเมื่อเทียบจากทุกภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ความแตกต่างดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัจจัยเชิงโครงสร้างของสถาบันทางสังคมและปัจจัยเฉพาะหน้าทางการเมืองที่คนแต่ละรุ่นพบเจอต่างกัน
อีกหนึ่งแรงกระตุ้นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรุ่นคือ ‘โครงสร้างทางสังคมแบบระบบอาวุโส (Age segregation)’ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นที่ตอกย้ำว่า ความแตกต่างระหว่างรุ่นกระตุ้นให้ความแตกต่างกลายเป็นความขัดแย้ง อีกทั้งยังพยายามจะเผชิญหน้าและต่อสู้การกดขี่ที่เกิดจากระบบอาวุโสในสังคม
“ความน่าสนใจคือจากการสำรวจพบว่า คนทุกรุ่นรักรุ่น Z แต่คนรุ่น Z ไม่รักใครเลย ไม่พอใจกับคนทุกคน มองว่าทุกรุ่นเป็นคู่ตรงข้าม เพราะเขาไม่มีอำนาจต่อรองในการบอกความไม่พอใจของตัวเอง ถ้าสำรวจลักษณะของการแสดงออกระหว่างรุ่น Z ด้วยกันเองจะกระตือรือร้นสุดๆ แต่เมื่อมารวมกับรุ่นอื่น รุ่น Z กลายเป็นรุ่นที่ไม่พูดอะไรเลย เพราะเขาไม่อยากเข้ามาอยู่ในบรรยากาศที่ตัวเองต้องมาเผชิญหน้ากับคนรุ่นอื่น”
“ยิ่งพอมีพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเองมีพลังที่จะท้าทายอำนาจผู้ใหญ่ได้ ในทางตรงกันข้ามฝ่ายอนุรักษนิยมที่เป็นชนชั้นนำก็พยายามจะกดทับพรรคการเมืองรุ่นใหม่ ด้วยการโจมตีและทำให้คนรุ่นใหม่มีภาพจำเป็นปีศาจ พอถึงจุดนี้ผู้ใหญ่กับเด็กจึงเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามกันทางการเมืองทันที” กนกรัตน์อธิบาย
Boomer VS Gen Z
จากบรรยากาศของความขัดแย้งระหว่างรุ่น กนกรัตน์ชี้ให้เห็นว่าคู่สำคัญที่ขัดแย้งกันรุนแรงที่สุด คือ Boomer กับคนรุ่น Z โดยประเด็นที่ยอมกันไม่ได้คือ การแก้ไขกฎหมายมาตรา 112, ค่านิยมเรื่องความกตัญญู, กฎหมายสมรสเท่าเทียม และการให้เสรีภาพวัยรุ่นเพื่อเข้าร่วมการชุมนุม
เนื่องจากประเด็นเหล่านี้อาจนำมาสู่การทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจในครอบครัวที่ผู้ใหญ่เป็นผู้ควบคุมและให้ความยินยอมในการเข้าร่วมทางการเมืองของสมาชิกในบ้าน การปะทะจึงเกิดขึ้นทั้งการด่าทอ การเมินกัน ไล่ออกจากบ้าน หนีออกจากบ้าน การตัดความสัมพันธ์ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย ทั้งนี้ข้อสังเกตที่กนกรัตน์ย้ำคือ ความขัดแย้งระหว่างรุ่นเช่นนี้เกิดขึ้นได้ทั้งกับครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ในบ้านที่ดีมาตลอดก่อนการชุมนุมเสียด้วยซ้ำ
“เพราะความกังวลของพ่อแม่ที่อยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจในการตัดสินใจเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การยอมกันไม่ได้ภายในครอบครัวเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เพราะมันทำลายและสั่นคลอนความสัมพันธ์ลำดับชั้นความอาวุโสในครอบครัว”
อย่างไรก็ดีหลังจากการชุมนุมจบลง เหตุบ้านการเมืองไม่รุนแรงเท่าช่วงปี 2563-2564 จึงนำมาสู่การคลี่คลายตัวของความขัดแย้งระหว่างรุ่น 2 รูปแบบ
รูปแบบที่หนึ่ง การคลี่คลายของความขัดแย้งระหว่างรุ่นแบบชั่วคราว เนื่องจากปัจจัยกระตุ้นทางการเมืองน้อยลง การชุมนุมประท้วงรายวันยุติ การใช้รุ่นเป็นเครื่องมือในทางการเมืองน้อยลง เมื่อการเมืองคุกรุ่นน้อยลง แต่ละรุ่นก็พยายามประนีประนอมต่อกันมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมและครอบครัวที่กดทับคนอายุน้อยยังคงอยู่
รูปแบบที่สอง การคลี่คลายของความขัดแย้งระหว่างรุ่นแบบถาวร เกิดขึ้นเมื่อทุกรุ่นมองประเด็นปัญหาหนึ่งในทิศทางเดียวกัน จนนำไปสู่เห็นการยอมรับกันมากขึ้นของคนรุ่นผู้ใหญ่ที่มีต่อคนรุ่นใหม่
“เมื่อเวลาผ่านไป หลายประเด็นที่คนรุ่นผู้ใหญ่เป็นกังวลก็ได้รับการพิสูจน์ว่ามันไม่เป็นความจริง เช่น ช่วงขบวนการเคลื่อนไหวเมื่อปี 2563 พ่อแม่หลายคนกลัวว่าลูกจะถูกหลอกโดยพรรคการเมือง แต่ตอนนี้พรรคการเมืองรุ่นใหม่ได้แสดงให้มั่นใจแล้ว ส่งผลให้ความกังวลหายไป และพ่อแม่หลายคนกลับมองว่าลูกเป็นอนาคตของประเทศ” กนกรัตน์ทิ้งท้าย