ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา อาจพลิกความคาดหมายของใครหลายคน เมื่อพรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งในสภาไปมากถึง 191 เก้าอี้ พลิกบทบาทจากพรรครัฐบาลชั่วคราวเสียงข้างน้อย มาเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลาม สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ผลของการเลือกตั้ง คือเหตุผลในการตัดสินใจเลือกของผู้ลงคะแนนเสียง ว่าแต่ละกลุ่มนั้นลงคะแนนเสียงด้วยความคิดเบื้องหลังแบบใด ให้น้ำหนักกับประเด็นอะไรในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เยาวชน [1] … Continue reading ถูกมองว่าเป็นช่วงวัยที่มีบทบาททางการเมืองสูง ทั้งในรูปแบบการเป็นพลเมืองอินเทอร์เน็ต (Netizen) หรือการเคลื่อนไหวบนท้องถนนในปี 2020 และมักถูกให้ภาพว่าเป็นกลุ่มที่มีความคิดแบบ ‘ก้าวหน้า’ มากกว่าช่วงวัยอื่นๆ ทำให้เกิด ‘ช่องว่างระหว่างรุ่น (Generation Gap)’ ซึ่งนำไปสู่การตัดสินทางการเมืองที่แตกต่างกัน
คิด for คิดส์ – ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว โดยความร่วมมือของ 101 PUB – 101 Public Policy Think Tank และสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. พาทุกท่านไปสำรวจเบื้องหลังความคิดของกลุ่มเยาวชนต่อการเลือกพรรคการเมืองและสส. ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผ่านผลสำรวจความต้องการนโยบาย ที่ได้จัดเก็บภาคสนามทั่วทุกภูมิภาค 19 จังหวัด กว่า 6 พันชุด และรูปแบบออนไลน์อีก 790 ชุด ในช่วงวันที่ 8-18 มกราคม 2569 [2]โดย วรดร เลิศรัตน์, สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์, ฉัตร คำแสง, และ ชานนทร์ … Continue reading
เยาวชนให้น้ำหนักกับพรรคที่ยึดมั่นประชาธิปไตยและเป็นตัวแทนในสภามากกว่าวัยอื่น

จากผลสำรวจที่ถามว่า ‘อะไรเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่คุณใช้เลือกพรรคในระบบบัญชีรายชื่อ/ปาร์ตี้ลิสต์’โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบไม่เกิน 3 ข้อ เหตุผลที่ถูกให้น้ำหนักมากที่สุดได้แก่ ‘มีอุดมการณ์และนโยบายที่ชอบ’ (51.9%) ‘สะท้อนเสียงออกกฎหมายได้ดี’ (29.3%) และ ‘ยึดมั่นในประชาธิปไตยเสรี’ (23.4%) โดยเยาวชนเป็นกลุ่มที่ให้น้ำหนักกับทั้งสามข้อนี้อย่างเข้มข้นมากกว่าคนช่วงวัยอื่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเรื่องคุณสมบัติการยึดมั่นในประชาธิปไตยเสรี ซึ่งเยาวชนเลือกตอบมากกว่าถึง 9.9% เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ตอบที่มีอายุเกิน 25 ปีที่เหลือทั้งหมด
สัดส่วนเหตุผลในการลงคะแนนเลือกพรรคการเมือง (สส.บัญชีรายชื่อ) ในการเลือกตั้งปี 2569 (%)
(เรียงลำดับตามที่กลุ่มเยาวชนเลือกมากที่สุด)

เมื่อพิจารณาเหตุผลในการเลือกพรรคการเมืองลำดับถัดลงมา จะยิ่งมองเห็นรอยแยกระหว่างช่วงวัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเหตุผลที่กลุ่มเยาวชนเลือกตอบน้อยกว่าวัยอื่นมากที่สุด ได้แก่ คุณสมบัติ ‘จงรักภักดีต่อกษัตริย์/มีศีลธรรม’ ซึ่งถูกให้ความสำคัญน้อยกว่าคนวัยอื่นถึง 8.4% เป็นเหตุผลลำดับ 11 ที่เยาวชนใช้ตัดสินใจเลือกพรรคจากทั้งหมด 14 อันดับ ในขณะที่เหตุผลเดียวกันนี้อยู่ในลำดับที่ 7 สำหรับกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 25 ปีที่เหลือทั้งหมด
อีกเหตุผลที่เยาวชนมองแตกต่างจากคนวัยอื่นอย่างชัดเจน คือการที่พวกเขาให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัครในพื้นที่เพียง 14.7% และมองว่าผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อสำคัญกว่าเล็กน้อย (15.9%) ในทางตรงกันข้าม ช่วงวัยที่เหลือกลับให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัครที่ทำงานในพื้นที่สูงกว่าอย่างมาก โดยให้เหตุผลในการเลือกพรรคเพราะความชอบพอในตัวผู้สมัคร สส.เขตถึง 20.5% มากกว่า สส.บัญชีรายชื่อซึ่งถูกตอบเพียง 16.9%
แนวโน้มที่สวนทางกันข้างต้น แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนะของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อพรรคการเมือง จากที่เคยผูกโยงกับปัจจัยเชิงอุปถัมภ์ การเมืองแบบศีลธรรมและการทำงานดูแลพื้นที่ เคลื่อนไปสู่การมองพรรคการเมืองในฐานะตัวแทนเชิงอุดมการณ์เพื่อขับเคลื่อนงานนิติบัญญัติในสภามากขึ้น
เยาวชนเขตเมืองให้คุณค่างานสภา นอกเมืองยังให้คะแนนตัวผู้สมัคร
ความเปลี่ยนแปลงข้างต้น อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าเล็กน้อยในพื้นที่เมือง หากแยกพิจารณาเยาวชนออกเป็นรายพื้นที่ จะพบว่าเยาวชนที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล และพื้นที่เมือง ให้เหตุผลว่าเลือกเพราะพรรค ‘สะท้อนเสียงประชาชนในการออกกฎหมายได้ดี’ มากกว่าเยาวชนในพื้นที่ชนบท (กรุงเทพและปริมณฑล 50.4% อำเภอเมือง 36.1% และต่างอำเภอ 29.4% ) เช่นเดียวกับเหตุผลเรื่องการยึดมั่นประชาธิปไตยเสรี (กรุงเทพและปริมณฑล 39% อำเภอเมือง 31.8% และต่างอำเภอ 28.4%)
ในขณะเดียวกัน เยาวชนในพื้นที่ชนบทยังคงตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองเพราะตัวผู้สมัครในพื้นที่ มากกว่าเยาวชนในเมืองอย่างเห็นได้ชัด โดยให้ความสำคัญกับผู้สมัคร สส.เขตเป็นเหตุผลลำดับที่ 5 และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อเป็นลำดับที่ 6 (จากทั้งหมด 14 อันดับ) ทว่าสำหรับเยาวชนในพื้นที่เมือง เหตุผลด้านตัวผู้สมัครถูกให้ความสำคัญในลำดับต่ำกว่า โดยเยาวชนในกรุงทพและปริมณฑลแทบไม่สนใจ สส.เขตในการเลือกพรรค เป็นเหตุผลในอันดับที่ 12 และสส.บัญชีรายชื่อเป็นเหตุผลลำดับที่ 8 เท่านั้น เช่นเดียวกับเขตอำเภอเมืองที่ให้ความสำคัญน้อยเช่นเดียวกัน (สส.เขตอยู่ลำดับ 8 และ สส.บัญชีรายชื่ออยู่ลำดับ 10)
ตารางแสดงลำดับความสำคัญและสัดส่วนเยาวชน แยกตามเหตุผลในการเลือกพรรคและพื้นที่
(เรียงตามลำดับที่กลุ่มกทม.และปริมณฑล เลือกมากที่สุด)

ภาพนี้สะท้อนว่าแม้กลุ่มเยาวชนจะให้ความสำคัญกับอุดมการณ์และนโยบาย แต่ปัจจัยด้านตัวผู้สมัครก็ยังมีผลต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองในพื้นที่ชนบท อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าวอาจไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเชิงอุปถัมภ์อย่างที่เคยเป็นมา เห็นได้จากการที่เหตุผลเรื่องความ ‘คุ้นเคย/ช่วยเหลือ/มีบุญคุณ’ เป็นเหตุผลที่ถูกให้ความสำคัญในลำดับท้ายของเยาวชนในทุกพื้นที่ การให้เหตุผลเรื่องตัวผู้สมัครของเยาวชนต่างจังหวัดนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ดังจะแสดงให้เห็นต่อไป
ความแตกต่างกันในรายละเอียดของเหตุผลที่เลือกพรรคนั้นอาจจะสะท้อนถึงลักษณะการพัฒนาของประเทศไทย ที่มีลักษณะโตเดี่ยวกระจุกตัวที่กรุงเทพและปริมณฑล [3]World Bank Group. (2024). Thailand economic monitor: Unlocking the growth potential of secondary cities. World Bank. https://www.worldbank.org/en/country/thailand/publication/temjuly2024 ทำให้ทางเลือกทางการเมืองของแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกัน ถึงแม้จะเป็นคนที่มาจากช่วงวัยใกล้เคียงกันก็ตาม
เยาวชนก้าวข้ามบุญคุณ-ศีลธรรม หันไปเลือก สส. ยึดมั่นประชาธิปไตย มากกว่าวัยอื่น

เหตุผลในการเลือก ‘สส.เขต’ ของประชากรทุกกลุ่มเป็นไปในทางเดียวกับเหตุผลในการเลือกพรรคการเมือง จากคำถาม ‘อะไรเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่คุณใช้เลือก สส. เขต’ ที่กำหนดให้เลือกได้ไม่เกิน 3 ข้อ พบว่านโยบายและการยึดมั่นประชาธิปไตยนั้นยังมีความสำคัญมากเป็นลำดับต้นๆ แต่จะพบว่าคุณสมบัติในเชิงอุดมการณ์ที่เยาวชนมองหาจากตัวผู้สมัคร สส.เขตนั้นมีแนวโน้มสวนทางคนช่วงวัยอื่นอย่างชัดเจน โดยเยาวชนให้ความสำคัญกับผู้สมัครพื้นที่ซึ่ง ‘ยึดมั่นในประชาธิปไตยเสรี’ 33.8% ขณะที่ช่วงวัยอื่นตอบเพียง 23.1% และในทางตรงข้าม คุณสมบัติที่ผู้ตอบอายุเกิน 25 ปี ให้ความสำคัญสูงกว่ามาก คือความ ‘จงรักภักดีต่อกษัตริย์/มีศีลธรรม’ 17.1% ขณะที่เยาวชนตอบเพียง 11.1%
นอกจากนี้ คุณสมบัติความเป็นผู้ ‘มีความรู้ความสามารถ’ ยังถูกให้ความสำคัญแตกต่างกันอย่างมาก โดยเยาวชนตอบข้อนี้ 12.9% เป็นเหตุผลในลำดับที่ 8 ขณะที่คนวัยอื่นตอบเพียง 5.5% เป็นเหตุผลลำดับท้ายสุดที่ใช้ตัดสินใจเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต
สัดส่วนเหตุผลที่มีความสำคัญในการเลือก สส.เขต ในการเลือกตั้งปี 2569 (%)
(เรียงลำดับตามที่กลุ่มเยาวชนเลือกมากที่สุด)

คนเมือง-คนรวย ให้ความสำคัญกับความสามารถ ส่วนบุญคุณมีผลน้อยในแทบทุกกลุ่ม
เมื่อพิจารณาแยกรายพื้นที่ จะพบว่าเยาวชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนิยมผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ อย่างมาก สูงถึง 25.6% จัดเป็นอันดับที่ 5 ขณะที่เยาวชนในอำเภอเมืองตอบข้อนี้ 8.6% (อันดับ 11) และเยาวชนในพื้นที่ชนบทตอบ 11.5% (อันดับ 9) แนวโน้มนี้สอดคล้องไปกับระดับรายได้ครัวเรือน คือยิ่งมีรายได้มากก็ยิ่งให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถของผู้สมัคร สส.เขตมากขึ้นตามไปด้วย
ส่วนปัจจัยด้านความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ หรือความเป็นคนคุ้นเคยที่มีบุญคุณกันมา อันเป็นภาพจำของผู้สมัคร สส.เขตในพื้นที่ต่างจังหวัด กลับมีผลน้อยมากต่อเยาวชนในทุกพื้นที่ และทุกระดับรายได้
ตารางแสดงลำดับความสำคัญ สัดส่วนเยาวชน แยกตามสาเหตุในการเลือก สส.เขต และพื้นที่
(เรียงลำดับตามที่เยาวชน กทม.และปริมณฑลเลือกมากที่สุด)

บทสรุป
เหตุผลในการเลือกพรรคการเมืองและผู้สมัคร สส. ของเยาวชน แสดงให้เห็นว่าความคาดหวังต่อระบบการเมืองแบบผู้แทนของพวกเขาเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน คือมองว่าทั้งพรรคการเมืองและตัวผู้สมัครจำเป็นที่จะต้องยึดมั่นในประชาธิปไตย มีอุดมการณ์และนโยบายที่ตอบสนองต่อพวกเขา และคาดหวังให้เข้าไปทำหน้าที่นิติบัญญัติเป็นสำคัญ ขณะที่เหตุผลเชิงอุปถัมภ์ ความจงรักภักดี/ศีลธรรมนั้น แทบจะไม่เป็นเหตุผลให้เยาวชนเลือกพรรคหรือผู้สมัคร สส. เลย แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ กดดันให้พรรคการเมืองต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงานนิติบัญญัติในสภาและขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นที่ประจักษ์มากขึ้น หากต้องการดึงดูดผู้ลงคะแนนเสียงรุ่นใหม่
แม้ว่าผลลัพธ์ทั้งหมดนี้จะยืนยันถึงทัศนคติต่อระบบการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างคนต่างช่วงวัย แต่ความคิดของผู้คนก็ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อกลุ่มเยาวชนในปัจจุบันก้าวไปสู่วัยผู้ใหญ่ ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจเปลี่ยนความคิดไปในทิศทางเดียวกับคนรุ่นก่อน มุมมองของเยาวชนในปัจจุบัน จึงไม่ใช่หลักประกันว่าการเมืองไทยในอนาคตจะเปลี่ยนไปในทิศทางนั้น และยังคงมีปัจจัยเชิงพื้นที่ ระดับรายได้ และวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่างหลากหลายและมีพลวัตอยู่กระทั่งภายในคนช่วงวัยเดียวกันเองก็ตาม อย่างไรก็ดี ถึงที่สุดแล้ว แนวโน้มเกี่ยวกับคุณค่าด้านระบบการเมืองที่การสำรวจนี้ตรวจพบ ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าการแข่งขันทางความคิดจะกลายเป็นโจทย์ของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ท้าท้ายยิ่งขึ้นต่อไปอย่างแน่นอน
References
| ↑1 | เยาวชนในที่นี้อ้างอิงตามกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คืออายุ 18 -25 ปี ที่มา มาตรา 4 พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 |
|---|---|
| ↑2 | โดย วรดร เลิศรัตน์, สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์, ฉัตร คำแสง, และ ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์; 101 PUB จะเผยแพร่ชุดข้อมูลฉบับเต็มต่อไป |
| ↑3 | World Bank Group. (2024). Thailand economic monitor: Unlocking the growth potential of secondary cities. World Bank. https://www.worldbank.org/en/country/thailand/publication/temjuly2024 |